งานวิจัย
เรื่อง
เสียงมนุษย์ และการขับขาน
โดย
นายอภิศาล  ศาสุข, ครูบอม


ผลงานวิจัยนี้ ขอมอบให้แด่
คณะขับร้องประสานเสียงโฮซานนา


The Research
of
Human Voice and Worship
By
Mr. Apisarn  Sasuk, Bom, the Vocal Coach
This document is owned by
Hosanna Chorus, The Spirit of Seraphim

สารบัญ

บทนำ
วัตถุประสงค์
บทที่ 1 อวัยวะและส่วนประกอบในการสร้างเสียง
บทที่ 2 พลังเสียงและการสร้างพลังเสียง
บทที่ 3 ระดับเสียง
บทที่ 4 การปลดปล่อย และการเข้าถึงเสียง

บทนำ

    มนุษย์นั้น เป็นสิ่งสร้างอันประเสริฐ ซึ่งพระเจ้าได้ทรงสร้างขึ้นมา มนุษย์เป็นผลงานการสร้างที่มหัศจรรย์ที่สุดในบรรดาสิ่งสร้างทั้งมวล พระเจ้าได้ประทานเสียงเป็นเครื่องมือในการสื่อสาร และที่สำคัญเป็นเครื่องมือในการสรรเสริญพระเจ้า
    เสียงของมนุษย์นี้ เป็นเครื่องดนตรีชิ้นเอก ที่มีบทบาทมากที่สุด และมีความไพเราะมากที่สุดกว่าเครื่องดนตรีใดในโลกนี้ เป็นเครื่องดนตรีที่มีความสามารถมากล้น มีทั้งความนุ่มเบาสบาย ก้องกังวาน และมีพลังมากมาย
    เราจึงจำเป็นจะต้องศึกษาเรื่อง เสียงของมนุษย์ เพื่อใช้ในการขับขาน เพื่อสรรเสริญพระนามพระเจ้าต่อไป ตราบจนเราจะหมดซึ่งลมหายใจ

วัตถุประสงค์

  1. ค้นคว้าและวิจัยธรรมชาติของเสียงมนุษย์ เพื่อพัฒนาในการพูดและการร้องเพลง
  2. ศึกษาธรรมชาติของเสียงมนุษย์ สอดคล้องกับโครงสร้างร่างกายอย่างไร
  3. เข้าใจถึงปัญหาที่เป็นอันตรายต่อเสียงของมนุษย์ รู้ถึงวิธีป้องกัน และรักษา
  4. ค้นคว้าวิธีพัฒนาเสียงมนุษย์ให้มีคุณภาพสูงสุด ได้อย่างดีมีคุณภาพ และสามารถนำไปประยุกต์
    ใช้ได้อย่างกว้างขวางและรวดเร็ว
  5. เป็นต้นแบบในการอ้างอิงของการพัฒนาเสียงที่ยั่งยืนของประเทศไทย


บทที่ 1
อวัยวะและส่วนประกอบในการสร้างเสียง

    เสียงเกิดจากการกระทบกัน หรือการสั่นสะเทือนของวัตถุ แน่นอนทีเดียวเสียงมนุษย์เรานั้น ก็เกิดจากการสั่นสะเทือนของวัตถุ และวัตถุที่สั่นสะเทือนภายในร่างกายมนุษย์ที่ทำให้เกิดเสียงนี้ เรียกว่า เส้นเสียง
    เส้นเสียง เป็นอวัยวะหนึ่ง ที่อยู่ใน กล่องเสียง ภายในลำคอ อยู่ในช่องว่างระหว่างทางเดินหายใจ เส้นเสียงนี้เองสร้างเสียง (Tone) ขึ้้นมาด้วยการทำงานประสานกันระหว่าง เส้นเสียง และลม
    ลม เป็นสิ่งสำคัญในการทำให้เกิดเสียง เนื่องจากลมจะไปกระทบกับเส้นเสียง ทำให้เกิดเสียงขึ้น ลมของมนุษย์เกิดจากการที่มนุษย์สูดอากาศเข้าไปเก็บไว้ภายในปอด ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมการเข้าออกด้วยกระบังลม
    กระบังลม อวัยวะสำคัญในการกำหนดทิศทางลม และพลังของลม เราสามารถที่จะควบคุมกระบังลมให้นำมวลอากาศน้อยใหญ่ ผ่านออกจากปอดเราได้อย่างมีคุณภาพ หนึ่งในหลักการของการหายใจ คือ  จะต้องหายใจด้วยกระบังลม เพราะกระบังลมสามารถบังคับขนาดของลมในขณะที่เข้าและออกได้ และที่สำคัญ มันมีส่วนช่วยให้ร่างกายเราทำงานได้ดียิ่งขึ้นไม่เหนื่อย ก็เพราะคุณสมบัติของกระบังลม ที่มีลักษณะคล้ายยางขนาดให้ยืดและหดได้นั่นเอง
    เมื่อลม ที่ถูกบังคับโดยกระบังลม วิ่งผ่านไปยังเส้นเสียงแล้วนั้น เมื่อเราเปล่งเสียง เส้นเสียงจะขยับตัวเข้ามาชิดกัน (เส้นเสียงมีลักษณะเป็นแผ่นบางๆ สองแผ่น คล้ายๆ ผ้าม่าน) เมื่อเส้นเสียงขยับมาใกล้กันในจังหวะที่ลมผ่านมา จะทำให้เกิดเป็นเสียงเกิดขึ้น
    อวัยวะอีกส่วนหนึ่งที่สำคัญ ก็คือ อวัยวะในการเพิ่มพลังและคุณภาพของเสียง (Vocal Amplifier Organs) ซึ่งประกอบไปด้วย 2 ส่วนใหญ่ๆ ก็คือ
  1. หัวกระโหลก (ศีรษะ)
  2. ทรวงอก
    ให้เราจดจำไว้ว่า อวัยวะเพียง 2 ส่วนนี้เท่านั้น ที่เป็นอวัยวะในการเพิ่มพลังเสียงและคุณภาพของเสียง ซึ่งหากเราใช้อวัยวะนอกเหนือไปจากนี้ จะทำให้เกิดการบาดเจ็บในการใช้เสียงได้
    บริเวณที่ช่วยให้เกิดเสียงที่มีพลังและคุณภาพในหัวกระโหลกของมนุษย์เรานั้น ประกอบไปด้วย 2 ส่วนใหญ่ๆ คือ 1. ช่องปาก (Oral Cavity) และ 2. โพรงจมูก (Nasal Cavity)
    ในการสนทนาส่วนใหญ่นั้น เรามักจะเคยชินกับการพูดเสียงออกทางปาก ซึ่งการใช้ช่องปากในการออกเสียงโดยตรงนั้น มีผลทำให้เกิดการบาดเจ็บในการใช้เสียงอยู่พอสมควร เช่น อาการเสียงแหบแห้ง พูดแล้วมีอาการไอ คันหรือเจ็บบริเวณช่องคอ เป็นต้น เนื่องจากเสียงที่วิ่งผ่านทางช่องปากโดยตรงนั้น จะทำให้เกิดการสั่นสะเทือนในบริเวณช่องคอมีมากขึ้น
    ดังนั้น จึงจำเป็นต้องรู้วิธีการให้เสียงวิ่งผ่านช่องปากอย่างถูกวิธี ซึ่งสามารถหลีกเลี่ยงอาการบาดเจ็บ  จากการใช้เสียงได้อย่างดี หรืออย่างน้อยก็ให้มีอาการบาดเจ็บน้อยที่สุด
    โพรงจมูก เป็นสิ่งที่จัดได้ว่า เป็นอวัยวะที่เกิดขึ้นมาเพื่อการออกเสียงมากที่สุด เนื่องจากมีลักษณะเป็นโพรงขนาดใหญ่ สามารถทำให้เกิดการสั่นของเสียงได้มาก สามารถเพิ่มพลังเสียงและคุณภาพเสียงได้ที่บริเวณนี้
    การร้องเพลงเพื่อให้ไม่ไปทำลายเส้นเสียง หรือลำคอนั้น เรามักจะใช้เสียงโดยให้เสียงนั้นไปสั่นสะเทือนมากที่สุดในโพรงจมูกนั่นเอง
    ข้อแตกต่างระหว่างเสียงขึ้นจมูก กับเสียงก้องในโพรงจมูก  คือ เสียงที่ได้จากเสียงขึ้นจมูกนั้น จะทำให้เสียงฟังแล้วอึดอัด ไม่ก้องกังวาน รวมถึงเสียงเพี้ยนด้วย
     แต่เสียงก้องในโพรงจมูก นอกจากจะก้องกังวานแล้ว ยังมีความเบาสบายปลอดโปร่ง และเสียงจะมีลักษณะเต็มโน้ต (ร้องเต็มโน้ต กับ ร้องถึงโน้ต แตกต่างกัน)
    แต่ถึงอย่างไรก็ดี เสียงที่ก้องในโพรงจมูกนั้น จะขาดธรรมชาติและความชัดเจนของพยัญชนะ และตัวสะกดเป็นอย่างมาก จึงจำเป็นต้องเรียนรู้วิธีการออกเสียงให้ถูกต้อง เมื่อใช้เสียงก้องในโพรงจมูก
    ทรวงอก แท้จริงแล้ว ทรวงอก ไม่ได้มีหน้าที่ในการเพิ่มคุณภาพของเสียงแต่อย่างใด แต่เสียงที่มีลักษณะต่ำ จะมีการสั่นสะเทือนลงมาถึงทรวงอก ซึ่งทรวงอกนั้น ทำให้เสียงที่สั่นนั้นมีลักษณะนิ่งลึก และหนักแน่น


    
บทที่ 2
พลังเสียงและการสร้างพลังเสียง


    พลังเสียงเกิดจากการสั่นสะเทือนที่มีมวลอากาศหนาแน่นมากขึ้นในโพรงจมูกบ้าง ในช่องปากบ้าง รวมถึงทรวงอกด้วย
    เมื่อเสียงถูกกำหนดด้วยอากาศ และถูกปล่อยไปยังอวัยวะที่ถูกต้อง (เสียงต่ำหรือสูงจะก้องในที่ๆ แตกต่างกัน) จะทำให้เกิดมวลอากาศขนาดใหญ่ทำให้เกิดเสียงก้องกังวาน มวลอากาศจะไปชนกับผนังของโพรงจมูก ช่องปาก และทรวงอก ตามลำดับ เพื่อจะทำให้เกิดความดังเบาของเสียง (Volume)
    การควบคุมมวลอากาศนี้ จะต้องควบคุมด้วยกระบังลม ซึ่งเป็นอวัยวะในการผลักดันอากาศออกจากปอดตามปริมาณที่ำต้องการ
    การสร้างพลังเสียง ที่ถูกต้อง คือการหัดบังคมกระบังลม ให้ควบคุมลมได้อย่างมีประสิทธิภาพ หนึ่งวิธีที่ง่ายในการบังคับกระบังลม คือ การเป่าลม
    การเป่าลมของมนุษย์นั้น จะทำให้บังคับกระบังลมได้ง่าย เนื่องจาก ไม่มีอวัยวะในการสร้างเสียงเข้ามาเกี่ยวข้องเลย จึงทำให้เราสามารถมีสมาธิในการควบคุมได้ง่ายยิ่งขึ้น หนึ่งในหัวข้อที่สำ คัญในการเรียนรู้ในการใช้กระบังลมนั้น ก็คือ การควบคุมการหายใจ ซึ่งจะกล่าวในบทถัดๆ ไป
    เมื่อมวลอากาศจำนวนมหาศาล ชนกับผนังอวัยวะ (กระดูก/กระโหลก) จึงทำให้เกิดเสียงดัง ก้องกังวาน และใส มวลอากาศที่กระบังลมส่งมานั้น ส่งผลให้ความดังของเสียง (เดซิเบล) สูงมาก สูงขนาดที่สามารถทำให้แก้วแตกได้ สามารถได้ยินได้ไกลมากกว่า 50 เมตรด้วย
    นอกจากมวลอากาศภายในสั่นและสร้างเนื้อเสียงได้มากมายมหาศาลแล้วนั้น มวลอากาศภายนอกร่างกาย ก็จะสั่นตามมวลอากาศภายใน ผลก็คือ จะได้มิติของเสียงขนาดมหึมา และนี่คือสาเหตุที่ำทำให้ เสียงมนุษย์เป็นเครื่องดนตรีมหัศจรรย์ที่สุดในโลก  ซึ่งสังเกตได้จากการร้องเพลงของบรรดานักร้องโอเปร่าทั้งหลาย ซึ่งสามารถร้องได้ดังและไกล ในขณะที่ไม่มีเครื่องขยายเสียงช่วยในการแสดงเลย

บทที่ 3
ระดับเสียง

    เสียงของมนุษย์เรานั้น มีช่วงกว้างใหญ่ไพศาล ตั้งแต่ ~30Hz จนถึง มากกว่า 1.8KHz เลยทีเดียว ซึ่งนั่นก็หมายความว่า ครอบคลุมความกว้างของเปียโนขนาด 8 octave ได้ทั้งหมด นี่คือข้อเท็จจริง ซึ่งเป็นสิ่งมหัศจรรย์ในตัวมนุษย์แต่ละคนพึงมี
    โทนเสียง เกิดจาก การทำงานของเส้นเสียงอย่างถูกต้อง นั่นหมายความว่า หากเส้นเสียงทำงานไม่ถูกต้อง ก็ไม่สามารถสร้างโทนเสียงได้อย่างดีมีคุณภาพ เส้นเสียงของมนุษย์เราสามารถสร้างเสียงได้ตามที่กล่าวมาข้างต้น แต่ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความสามารถในการเรียนรู้ หรือลักษณะของเส้นเส้ยงของแต่ละคนอีก ซึ่งมักจะมีค่าแตกต่างกันพอสมควร
    การแบ่งระดับเสียงตามการสั่นสะเทือนของอวัยวะเพิ่มพลังและคุณภาพเสียง สามารถแบ่งได้ดังต่อไปนี้
  1. Vocal Fry เป็นเสียงที่เกิดจากการทำงานของเส้นเสียงเป็นหลัก มีการสั่นสะเทือนเพิ่มด้วยอวัยวะเพิ่มคุณภาพเสียงเล็กน้อย เสียงที่ได้มีลักษณะเป็นเสียงต่ำ เสียงจะสั่นที่เส้นเสียง (ลำคอ) เป็นหลัก และสั่นที่ปาก และทรวงอก บ้างพอสมควร โทนเสียงมีลักษณะต่ำสุด จนถึงประมาณ ไม่เกิน 80 -100Hz
  2. Chest Register เป็นเสียงที่เกิดจากการสั่นสะเทือนของปาก (ฟันบน) เป็นหลัก และมีบางส่วนที่สั่นลงไปถึงทรวงอก เสียงที่ได้มีลักษณะก้องกังวาล มีพลังมาก ชัดเจน และหนักแน่น เสียง Chest Register มีช่วงที่ค่อนข้างกว้าง ตั้งแต่ 80Hz จนถึงประมาณ 440Hz ซึ่งขึ้นอยู่กับขนาดเส้นเสียงของแต่ละคนว่ามีขนาดหนาหรือบาง หากบางก็จะทำให้เสียงมีความถี่สูง มากกว่าเส้นเสียงที่หนา เสียง Chest ที่มีลักษณะโทนเสียงสูงนั้น จะมาก้องกังวานที่ริมฝีปากด้านบน และสั่นสะเทือนขึ้นไปผ่านเพดานปากด้านล่าง ซึ่งเป็นส่วนที่จะต้องเลื่อนเข้าสู่ Mixed Voice หากเราออกเสียงในระดับ Chest Voice ในตำแหน่งเสียงสูงนี้แล้วไม่ปลดปล่อยให้เข้าสู่ Mixed Voice จะำทำให้เกิดเสียงได้ 2 แบบ คือ 1. Falsetto เสียงลม หรือ เสียงหลบ หรือ 2. Yelling เสียงตะโกน
  3. Mixed Registers (combination of Head Register and Chest Register) โดยปกติแล้วไม่ถือเป็น Voice Register แต่เป็นบริเวณที่ผสมกันระหว่าง เสียงจาก Head และ เสียงจาก Chest ซึ่งเป็นเสียงที่เกิดจากการสั่นสะเทือนของเพดานปากด้านบนเป็นหลัก และมีการสั่นสะเทือนบางส่วนที่ปากด้วย โทนเสียงจะมีลักษณะเป็นเสียงกลางๆ และเพิ่มขึ้นไปทางเสียงสูง มีลักษณะเบาสบาย คล้ายเสียง Head Register ใส ก้องกังวาน และมีพลังคล้ายเสียง Chest Register ร่วมอยู่ด้วย ซึ่งการก้องของเสียงบนเพดานปากด้านบนนั้น (อยู่ใน Nasal Cavity) จะทำให้เสียง Mixed Registers นี้ สามารถเลือนขึ้นสู่ Head Register ได้่อย่างโดยง่าย หากพัฒนาเสียงผิดพลาด จะไม่สามารถเข้าสู่ Mixed Registers นี้ได้ เนื่องจากมวลอากาศจะอยู่ ตำแหน่งของริมฝีปากบน หรือ เพดานปากด้านล่าง และจะถูกกักบริเวณไว้ตรงตำแหน่งนั้น ซึ่งผลที่ตามมาก็คือ จะเกิดโทนเสียงที่เรียกว่า Falsetto เกิดขึ้น ซึ่งจะอธิบายให้ฟังในหัวข้อถัดๆ ไป เมื่อเสียงที่เกิดในบริเวณนี้จำเป็นต้องสูงขึ้นไปอีก มวลอากาศจะต้องหลุดออกจากเพดานปากด้านบนเพื่อเข้าไปกระทบและกังวานอยู่ในโพรงจมูก หรือที่เราเรียกว่า Head Register ซึ่งถ้าหากไม่ปลดปล่อยให้เสียงขึ้นไปแล้วนั้น จะำทำให้เกิดเสียง Falsetto ได้อีกครั้งหนึ่ง แต่ไม่เกิดภาวะเสียงตะโกน  (เพราะการตะโกนเกิดจากเสียงในช่วงของ Chest Register) เสียง Mixed Voice มีค่าความถี่ตั้งแต่ น้อยกว่า 220Hz (A3) จนถึงประมาณน้อยกว่า 660Hz (E5)
  4. Head Voice เป็นเสียงระดับสูง ให้เสียงที่เบาสบาย กังวาน และสั่นมาก เสียงเกิดจากมวลอากาศไปกระทบโพรงจมูกเกือบทั้งหมด จึงทำให้เกิดโทนเสียงสูงเกิดขึ้น เสียงในระดับนี้มีความถี่ตั้งแต่ 330Hz จนถึงกระทั่ง 1KHz เสียง Head Voice สามารถเพิ่มความสูงได้ไปเรื่อยๆ และเมื่อสูงสุดแล้วจะต้องปลดปล่อยเสียงเพื่อเข้าสู่ Whistle Register
  5. Whistle Register เป็นเสียงระดับสูงสุดของมนุษย์ มีความถี่ตั้งแต่ น้อยกว่า 1KHz จนถึงมากกว่า 1.8KHz เลยทีเดียว มีลักษณะเบาสบายคล้ายเสียงนก หรือเสียง Flute เบาๆ สบายๆ ไม่สามารถร้องเป็นคำได้ เนื่องจากพยัญชนะ ถูกตัดขาดกับสระ อย่างอิสระ ไม่สามารถเชื่อมต่อกันได้เลย มักจะนำมาเป็นสีสันในการร้องเพลง
   
บทที่ 4
กลยุทธในการพัฒนาเสียง
(Voice Development Strategy)

    กลยุทธในการพัฒนาเสียง ก็คือ การที่ผู้ฝึกหัดเรียนรู้ถึงโครงสร้างของอวัยวะสร้างเสียง เข้าใจในหน้าที่ จุดเด่น และปัญหาที่จะเกิดขึ้น ถ้าหากใช้ผิดวิธี
แล้วค่อยพัฒนาวิธีการออกเสียงต่อไป
    วิธีการออกเสียง มีอยู่ 2 ขั้น ใหญ่ๆ คือ
    1. Release เสียง (ปลดปล่อยเสียง)
    2. Strengthen เสียง เพิ่มความเข้มแข็งให้เส้นเสียง
    การ  Release เสียงให้ได้ประสิทธิภาพ และรวดเร็วนั้น จะต้องหมั่นฝึกฝน และสอบถามครูผู้รู้อยู่สม่ำเสมอ ถึงจะไปได้ไว และรวดเร็ว เนื่องจากขั้นตอนนี้หากผู้ฝึกคนหาเสียงเอง อาจใช้เวลาเป็น ปีๆ เลยก็ได้ ซึ่งอาจจะได้ผลหรือไม่ได้ผลเป็นไปได้ทั้งนั้น
    การเพิ่มความเข้มแข็งให้เส้นเสียงนั้น ก็คือการใช้ melody หลายๆ scales มาฝึกกับเสียงที่ได้ Release แล้วนั่นเอง เมื่อฝึกบ่อยๆ เส้นเสียงและอวัยวะส่วนอื่น จะปรับเปลี่ยนสภาพให้เป็นเครื่องดนตรีที่ทรงพลัง ขั้นตอนนี้ ต้องฝึกให้บ่อยที่สุด เท่าที่จะทำได้ ในขั้นตอนนี้ สามารถฝึกได้เอง ที่ไหนก็ได้ แต่ต้องจำไว้อย่างหนึ่ง จะใช้เสียงในส่วนที่ได้ Release มาเท่านั้น ถึงจะประสบผลสำเร็จได้อย่างรวดเร็ว แต่ถ้าหากเอาแบบฝึกหัดไปฝึกกับเสียงอื่น ที่ไม่ได้ release มาในขั้นต้น การพัฒนาก็จะล่าช้าไปอีก


บทที่ 5
การปลดปล่อย และการเข้าถึงเสียง
(Release and Adduct)

    การปลดปล่อย และการเข้าถึงเสียง คือ การเปล่งเสียงให้อยู่ในระดับเสียง (Pitch) และอยู่ในบริเวณที่ถูกต้อง (Register) การเปล่งเสียงให้อยู่ในบริเวณที่ถูกต้องนั้น ประกอบด้วยอวัยวะหลายส่วนเข้าด้วยกัน คือ
  1. บริเวณการก้องของเสียง (Register Areas)
  2. ตำแหน่งของกล่องเสียง และการบังคับทิศทางลม (Larynx position and air control)
  3. การวางตัวของกล้ามเนื้อภายใน การขยายพื้นที่ในการกำเนิดเสียง และการสร้างปริมาณพื้นที่ในการก้องของเสียง  (Muscular placement, Extend the vocal production area, and vocal tract creation)
  4. การขยับตัวของเส้นเสียง (Vocal cord movement)
  5. การหายใจ ที่สัมพันธ์กับการทำงานของกระบังลม (Breathing working with diaphragm)
  6. ช่องปาก การควบคุมกล้ามเนื้อช่องปาก และการควบคุมขากรรไกร (Oral cavity, oral muscular control and jaw control)

    การทำงานของอวัยวะข้างต้นนี้ จะต้องทำงานประสานกันในแต่ละโทนเสียง แต่ละคำเลยทีเดียว การฝึกฝนนอกจากจะเป็นการเข้าใจถึงความสัมพันธ์ของอวัยวะเหล่านี้แล้ว ยังเป็นการฝึกสมอง (Mental) ให้จดจำการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ ซึ่งท้ายที่สุดของการมีเสียงที่มีคุณภาพ เกิดจากการจดจำของสมอง เพื่อสั่งการอวัยวะต่างๆ ให้ทำงานประสานสัมพันธ์กันนั้นเอง
    การทำงานประสานสัมพันธ์ของอวัยวะ ไม่สามารถสั่งการได้โดยตรงพร้อมๆ กันอย่างมีประสิทธิภาพได้เลย ถ้าสมองไม่รับรู้ถึงการควบคุมที่ถูกต้องก่อน และนี่คือที่มาของคำว่า ความอดทน (Patient) ในการฝึกออกเสียงอย่างถูกต้อง เมื่อใดที่สมองนั้นจดจำการทำงานที่สัมพันธ์ของอวัยวะเหล่านี้ได้อย่างครบถ้วนแล้ว เมื่อนั้นเราจะสามารถออกเสียงได้อย่างง่ายได้ จนทำให้เรารู้สึกว่า เราไม่เคยออกเสียงแบบผิดพลาดมาก่อนเลย  เคยรู้สึกไหมว่า ตอนที่เราหัดขี่จักรยาน หัดเล่นบาส หัดว่ายน้ำ หรือ หัดเล่นดนตรี ฝึกให้ตายก็ไม่เป็น แต่มักจะมีอยู่วันหนึ่ง ที่จู่ๆ ก็เล่นได้ขึ้นมาทันที นั่นแหละเป็นเรื่องเดียวกัน เป็นเรื่องของสมอง ที่จะจดจำการฝึกฝนทั้งหลาย และสามารถประมวลผลสั่งการอวัยวะหลายๆ ส่วนให้ทำงานพร้อมกันได้
    ความยากของการฝึกฝนการออกเสียง ยากตรงที่ เราไม่เห็นการปรับตัวของมัน เราต้องอาศัยความรู้สึก และการได้ยินเท่านั้น ในการฝึกฝน ซึ่งหลายต่อหลายครั้งเราก็เข้าข้างความรู้สึก และเข้าข้างเสียงที่เราได้ยิน ทึกทักว่า มันใช่แล้ว ทำได้แล้ว ซึ่งการฝึกฝนอย่างหนึ่งที่ได้ผลคือ การให้คนอื่นช่วยฟัง หรือช่วยตัดสินใจ ที่ง่ายที่สุดคือ หาครูที่สอนเรื่องเสียงโดยเฉพาะ หรือถ้าหายาก หรือสู้กับค่าเล่าเรียนไม่ไหว ก็ต้องประดิษฐ์ประดอยคำถาม ถามใครต่อใคร มาช่วยในการตัดสินใจ แล้วจะหาคำถามที่เราควรมีเมื่อเราฝึกร้องเพลงด้วยตัวเองเอามาให้ใช้กันนะครับ
    การปลดปล่อยเสียง (Vocal Release) เป็นเรื่องที่สำคัญมากในการฝึกเปล่งเสียงให้มีคุณภาพ การปลดปล่อยเสียงจำเป็นจะต้องบริหารลมและอวัยวะกำเนิดเสียงทั้งหมด ด้วยความรู้สึกที่เบาสบาย ไม่เกร็ง ไม่เค้น ไม่ตั้งใจเกินไป
    วิธีการปลดปล่อยเสียง มีหลากหลายวิธี แต่หลักการโดยรวมคือ การฝึกฝนให้เกิดห้องเสียง (Vocal Tract) ที่ถูกต้องในแต่ละบุคคล รวมถึงการลดภาระหน้าที่ของอวัยวะ ซึ่งไม่เกี่ยวข้องในการกำเนิดเสียงออกไป เช่น กล้ามเนื้อรอบกล่องเสียง โคนลิ้น ลิ้นปิดเปิดหลอดอาหาร เป็นต้น
    ครูหรือผู้ที่เชี่ยวชาญทางด้านเสียงหลายท่าน จะให้ผู้เรียนฝึกการทำเสียง Humming (ฮัม ใน ลำคอ) บ้างก็ให้ฝึกการรัวริมฝีปาก (Rip Rolling) บ้างก็ให้ฝึกการรัวลิ้น (Tongue Trilling) เป็นต้น
    วิธีดังกล่าวข้างต้น ทำให้เกิด Vocal Tract สำหรับสระที่ง่ายที่สุดในการเปล่่งเสียง นั่นคือ สระ "อือ" สระ "อือ" นี้เอง เป็นสระที่ เส้นเสียงเข้ามาชิดกัน ทำให้เปล่งเสียงได้ง่าย รวมถึง โครงสร้างของลิ้น มีโคนลิ้น ที่ทำหน้าที่ พาเสียงจากกล่องเสียง วิ่งพุ่งตรงขึ้นไปยังโพรงจมูก จึงทำให้เสียงมีลักษณะต่อเนื่องจาก Chest Voice ไปยัง Head Voice ได้อย่างง่ายดาย
    นอกจากเสียงสระแล้ว พยัญชนะที่เราใช้ในการออกเสียงมีส่วนสำคัญมาก พยัญชนะที่มีความสามารถในการช่วยให้ปลดปล่อยเสียงได้ดีที่สุดคือ อักษร "ง" (ng) เมื่อเรารวมกับสระ ก็จะได้คำว่า "งือ" ซืีึ่งเป็นแบบฝึกหัดแรกที่ช่วยในการปลดปล่อยเสียง
    เมื่อเราสามารถใช้คำว่า "งือ" ในการปลดปล่อยเสียงแล้วนั้น ให้ทำการเปลี่ยนสระไปเรื่อยๆ เรียงตามนี้ คือ งือ เงอ งู งอ โง งี เง งา   
    ในการเปลี่ยนจากสระหนึ่งไปยังอีกสระหนึ่ง ให้เราสังเกตส่วนกลางลิ้นของเรา ลิ้นจะเผยอออกจากเพดานบนลงมา หากเราขยับลิ้นลงมามากเกินไป จำทำให้เสียงที่ได้มีลักษณะเบา แผ่ว ไม่เป็นหนึ่ง และมีเสียงลมมากเกินไป ซึ่งหลายครั้งจะกลายเป็นเสียงหลบ หรือ เสียง Falsetto ไปในที่สุด
    ตำแหน่งของลิ้น (Tongue Position) การกำหนดให้ลิ้นวางตัว โดยให้ปลายลิ้นชนด้านหลังฟันหน้าล่าง เป็นตำแหน่งที่เหมาะสมที่สุด เนื่องจากส่วนของโคนลิ้นจะไม่ไปรบกวนการสั่นสะเทือนของเส้นเสียง
    เมื่อเราฝึกอักษร "ง" ได้มาพอสมควรแล้ว สมองเราจะเริ่มจดจำการปลดปล่อย และสามารถปล่อยเสียงได้อย่างอิสระมากขึ้น หลังจากนี้เราจะต้องฝึกเสียงด้วยอักษร "อ" เพื่อทำให้เส้นเสียงแข็งแรงยิ่งขึ้น อักษรตัว "อ" รวมกับ สระ "อือ" จะช่วยให้เส้นเสียงชิดติดกันมากขึ้น และคล่องแคล่วมากขึ้น ให้เราฝึกเสียง "อือ" ให้ชิน ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ มากอย่างไร มากถึงขนาดเราสามารถฮัมเพลง ด้วยสระอือ ได้ทั้งเพลง ได้สูงมาก ต่ำมาก เท่าไหร่ก็ได้ แล้วสิ่งดีๆ จะเกิดขึ้นอีกมากมาย
    ให้จดจำประโยคที่จะบอกให้ฟังให้ขึ้นใจว่า แบบฝึกหัดในการปลดปล่อยนั้น เหมาะสำหรับทำให้เสียงมีความผ่อนคลายและปลดปล่อยคลายเสียง ซึ่งมีความเหมาะสมในการฝึกแบบนี้ แต่ตัวมันเองนั้นไม่ได้เหมาะกับการฝึกออกเสียงในเสียงร้องเป็นคำ ในขณะที่เราเปล่งเป็นเสียงเพลงตามปกติ  แต่จำเป็นต้องฝึกฝนการปลดปล่อยเสียงอยู่เรื่อยๆ ถึงแม้ว่า้เสียงของเราจะสามารถร้องเป็นแบบ Full Voice แล้วก็ตาม เนื่องจาก แบบฝึกหัดปลดปล่อยเสียงนี้จะช่วยสอนสมองให้จดจำ การ Addiction ของ Vocal Cord หรือ การกระทบกันของเส้นเสียง หรือการรูดตัวของเส้นเสียง ซึ่งทำให้เกิดเสียงที่เหมาะสม ยิ่งฝึกบ่อยมากเท่าไหร่ เสียงเราก็ยิ่งมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น ผ่อนคลายมากขึ้น และที่สำคัญ จะช่วยให้การทำงานของโครงสร้างปาก ซึ่งประกอบไปด้วย ขากรรไกร ฟัน เพดานบน ลิ้น ทำงานประสานกับเส้นเสียงได้เป็นอย่างดี ผ่อนคลาย เป็นธรรมชาติ

    ทฤษฎีว่าด้วยการ "ยอมรับ"
    การฝึกเปล่งเสียง หรือ การฝึกร้องเพลง มีความอยู่หลายต่อหลายสิ่งที่เป็นอุปสรรคสำหรับผู้เรียน อุปสรรคที่สำคัญคือ การยอมรับ
    การยอมรับ หมายถึง การตกลง การปลงใจ การยินดี รู้สึกพอใจกับสิ่งที่ได้รับมา สำหรับการร้องเพลงนั้น การยอมรับเป็นสิ่งที่สำคัญมาก หากเราไม่รู้จักการยอมรับ ก็ไม่สามารถที่จะพัฒนาให้สูงขึ้นไปได้อีก การเรียนร้องเพลงจะต้องหัดยอมรับตั้งแต่เริ่มแรกเรียน และยอมรับในทุกๆ ขั้นตอน นอกจากยอมรับในสิ่งที่ถูกต้องแล้ว ในทางตรงกันข้าม ต้องยอมรับด้วยว่า เสียงบางเสียงที่เราเปล่งออกมานั้น มันผิด มันไม่ใช่สิ่งที่ถูกต้อง คำที่ครูหลายคนพูดกันก็คือ วางเสียงผิด ตำแหน่งเสียงผิด ช่องเสียงผิด เป็นต้น 
    เมื่อเราได้ยอมรับในสิ่งที่ผิดพลาดแล้วนั้น เราจะรู้ตัวทุกครั้ง และจะไม่ตั้งเสียงไปในแนวที่ผิดพลาดนั้น แต่ตรงข้าม จะพยายามหาตำแหน่ง ช่องเสียงใหม่ ที่ถูกต้อง และนี่คือการเรียนรู้ที่ได้ผลมาก
    ประเด็นต่างๆ ที่ผู้เรียน มักจะมีปัญหาในการยอมรับ ดังนี้
  1. เสียงที่อัด (บันทึกเสียง) มา ไม่ใช่เสียงของฉัน
    • ฉันว่าฉันร้องเพราะกว่านี้
    • ฉันว่าฉันเสียงต่ำกว่านี้ ทำไมมันเสียงสูงจัง
    • ฉันร้องเพราะขนาดนี้เชียวหรือ
    • นี่คือเสียงฉันจริงๆ ใช่ไหม
    • นี่เสียงของฉันเพราะแล้วหรือ
    • เครื่องอัดเสียงมันไม่ดีแน่ๆ เสียงไม่เหมือนฉันเลย
  2. ความมั่นใจต่อเสียงตัวเองมากเกินไป
    • ฉันว่าเสียงของฉันเหมือนต้นฉบับมากนะ
    • โน้ตตัวนี้ ฉันร้องได้อย่างนักร้องคนนั้นเลย
    • นักร้องคนนี้ ร้องไม่ได้เท่าฉัน เสียงของฉันมีพลังมากกว่าอีก
  3. ขาดความมั่นใจ
    • ฉันคงไม่สามารถร้องเพลงของนักร้องคนนั้นได้
    • โน้ตตัวนี้ ฉันคงร้องผิด เพราะไม่เหมือนของนักร้องคนนั้น
    • เสียงฉันดูไม่มีพลัง แต่เสียงของนักร้องคนนั้น มีพลังมาก
  4. Chest, Mixed, Head, and Falsetto
    • ฉันว่าเสียงฉันมันเป็นเสียงหลบนะ (ทั้งๆ ที่ร้องเป็นเสียง Head)
    • ฉันว่าเสียง Head ของฉัน อันนี้แหละใช่แล้ว (ทั้งๆ ที่ร้องเป็นเสียงหลบ Falsetto)
    • ฉันว่าเสียง Mixed ของฉัน นี้ดูมีพลัง (แต่ร้องด้วย Chest และเกร็งคออย่างมาก)
    • นี่คงไม่ใช่เสียง Mixed หรอก เพราะมันอ่อนแรงเหมือน Falsetto (ทั้งๆ ที่เป็นเสียง Mixed เพียงแค่ต้องฝึกฝนเพิ่มเติม)

    เมื่อผู้เรียนสามารถยอมรับในทุกๆ เรื่องที่ได้ฝึกฝนมาแล้วนั้น จะทำให้การเรียนรู้นั้นไปได้อย่างรวดเร็ว และเป็นสิ่งที่ทำให้ลดปัญหาความเกร็งของอวัยวะกำเนิดเสียง ซึ่งมีผลมาจากความตึงเครียดในการไม่ยอมรับความเป็นจริง
    นอกจากการยอมรับ ยังมีเรื่องของความสงสัย ความสับสน ของเสียงในช่องเสียงต่างๆ เป็นปัญหาปกติทั่วไป ของผู้ใฝ่รู้ในการร้องเพลงทุกท่าน ช่องเสียงที่นักเรียนได้รับสามารถมีมากมายจนไม่สามารถหาสิ่งที่ถูกต้องได้ สร้างความสับสนให้กับการเรียนรู้เป็นอย่างมาก ซึ่งจำเป็นจะต้องอาศัยผู้สอนมาฟังเสียง มานำทางที่ถูกต้องให้
    ประเภทของช่องเสียง สามารถแบ่งได้ 3 ประเภทใหญ่ คือ
  1. ช่องเสียงที่มาจากความเกร็ง เสียงที่ได้จะมีพลังมาก เค้น และทำลายเส้นเสียง ช่องเสียงนี้จะทำให้เส้นเสียงทำงานหนัก อาการเกร็งเกิดขึ้นได้จากอวัยวะหลายๆ ส่วน ซึ่งถึงแม้เราจะโฟกัสเสียงไปยังด้านหน้า (Face Replacement) แล้วก็ตาม ก็ยังทำให้เสียงนั้นมีพลังมากเกินไป ที่พูดอย่างนี้ ก็เพราะพลังเสียงแบบนี้ เมื่อบันทึกหรือมีคนไปได้ฟัง จะรู้สึกว่าเสียงจะดูเหมือนคนตั้งใจร้องมากเกินไป ดูแล้วตึงเครียด แล้วยิ่งถ้าใช้เสียงสูง เสียงจะยิ่งแผด เข้าสู่เสียงตะโกน (Yell) และจะทำให้เส้นเสียงอักเสบไปในที่สุด ซึ่งเป็นช่องเสียงที่ไม่สามารถต่อเข้ากับ เสียง Head ได้เลย แต่ถ้าจะต่อเสียง จะได้ยินอาการเสียงแตก เสียงหลุด (Crack) ในช่วงของจุดเชื่อมเสียง หรือจุดผ่านของ Voice Register หรือที่เรียกกันว่า Passagio และหลายต่อหลายครั้ง มันมักจะตกไปอยู่ในเสียงหลบ (Falsetto) ได้อย่างง่ายได้ ซึ่งทำให้พลังเสียงหายไปทันที
  2. ช่องเสียงที่มาจากเสียงลม เสียงที่ได้จะไม่มีพลัง เบาเกินไป และไร้ทิศทาง ช่องเสียงนี้ถึงจะไม่ก่อให้เกิดปัญหากับเส้นเสียงโดยตรง แต่เมื่อมีความพยายามให้เสียงลมนี้มีพลังมากขึ้น จะมีอาการพลิกของเส้นเสียงเกิดขึ้นได้ ซึ่งจะทำให้เกิดอาการระคายเคืองที่เส้นเสียง และถ้าหากเป็นขั้นรุนแรง ก็สามารถทำให้ไม่สามารถใช้เสียงได้เป็นเวลานานเลย ดังนั้น หากเราจำเป็นต้องใช้ช่องเสียงนี้ จะต้องไม่ใช่พลังมากเกินไป เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาดังกล่าว แต่ถึงอย่างไรก็ดี ช่องเสียงนี้ มักจะเอามาเติมเป็นสีสัน เป็นเสน่ห์ของเพลงบางประเภทได้่อย่างดี
  3. ช่องเสียงที่ถูกต้อง Full Voice เป็นช่องเสียงที่มีคุณภาพมากที่สุด ซึ่งเป็นช่องเสียงที่เราสามารถควบคุมได้ดีที่สุด แต่จำเป็นต้องผ่านการฝึกฝนเป็นอย่างมาก การฝึกฝนแรกๆ เราจำเป็นต้องรู้จักเสียง Head Voice ที่ถูกต้องก่อน เมื่อเรารู้จักเสียง Head Voice ที่ถูกต้องแล้ว เราจะไม่หลงไปร้องในส่วนของ  Falsetto  ซึ่งมีลักษณะคล้ายกันมาก 
    ทั้งเสียง Head Voice และ Falsetto สามารถก้องกังวานในโพรงจมูกได้อย่างง่ายได้ แต่ลักษณะเสียงที่เราได้ยิน (ได้ยินในโพรงกระโหลก) แตกต่างกันคือ เสียง Head Voice จะมีลักษณะแหลม คม ชัด และให้ความรู้สึกว่า มันอยู่ด้านหลังของจมูกเรา หรือจะเรียกว่า เสียงมันมาอยู่ส่วนหน้าของกระโหลกศีรษะ แต่เสียง Falsetto จะมีลักษณะแหลม แต่มีความรู้สึกของลม กังวาน แต่ไม่คมเท่า Head Voice ให้ความรู้สึกว่า มันอยู่ด้านหลังตั้งแต่ตำแหน่งของเพดานปากขึ้นไปจนถึงกระโหลกศีรษะตอนบน
    เราสามารถสังเกตได้อย่างง่าย คือ เมื่อเราพยายามเลื่อนเสียงลงต่ำมาเรื่อยๆ ถ้าเป็น Head Voice ในช่วงแรกๆ นั้น เราจะรู้สึกถึง Break (Passagio) ที่สั้น และเบา น้อย หรือแทบจะไม่มีเลย  ถ้าผู้เรียนสามารถเลื่อนเสียงทีละตัวโน้ตได้ จะเห็นว่า เสียงจะไล่ตามโน้ตได้ โดยไม่มีความลำบาก โน้ตจะถูกต้องตลอด แต่จะมีช่วงที่เสียงแตกบ้าง (ช่วง Break) แต่จะไม่มีความเพี้ยนให้เห็น
    แต่หากเมื่อเราเลื่อนเสียงลงต่ำ และเกิดเสียง Break ที่แตกมาก หรือไม่สามารถอยู่ในโน้ตที่กำหนดได้ แสดงว่า เสียงที่เราใช้อยู่นั้นคือ Falsetto ซึ่งจะไม่สามารถต่อกับเสียง Chest ได้เลย และข้อสังเกตอีกประการหนึ่งคือ เมื่อไล่เสียงขึ้นจาก Chest ขึ้นไปหาเสียงนี้แล้ว จะพบว่า เหมือนโน้ตในเสียงนี้เริ่มต้น จะสูงเกินไป ถ้าจะต่อให้พอดี ก็รู้สึกว่า เสียงไม่มีพลัง เป็นเสียงลมเสียมาก ถึงจะต่อได้ ก็จะต้องพบอุปสรรคใหญ่ คือ เสียงลม และเมื่อเราพยามที่จะ Cover เสียงในส่วนนี้ เสียงที่ Cover ก็จะรู้สึกได้ทันทีว่า มันมืด มันอึดอัดมาก มันตะเบ็ง (การ Cover เสียง คือ ความพยายามที่จะให้เสียงนั้นต่อเนื่องกัน และมีพลัง)


บทที่ 6

การเพิ่มพลังเสียง
(Strengthen Voice)

    หลังจากที่ผู้เรียนได้รู้ถึงวิธีการปลดปล่อย และการเข้าถึงแล้ว เราจำเป็นจะต้องเพิ่มพลังเสียงด้วย เนื่องจากการปลดปล่อย และการเข้าถึงนั้น เป็นเพียงแบบฝึกหัดขั้นต้นที่ทำให้สมองรู้จักเสียงที่ไม่ได้ใช้งาน
    การพัฒนาเสียง Mixed Voice เป็นการพัฒนาเพิ่มพลังเสียงได้ไปในตัวเอง เพราะคุณสมบัติของเสียงที่มีทั้งความก้องกังวาน สดใส แบบ Head Voice และมีพลังเข้มแข็งแบบ Chest Voice ซึ่งสามารถอธิบายได้ตามภาพข้างล่างนี้
ภาพที่ 1 แสดงทิศทางการไหลของลม
รูปซ้ายลมไหลผ่านทั้งช่องปากและโพรงจมูก
รูปขวาลมไหลผ่านเฉพาะช่องปาก


    ในขณะที่เราร้องเพลงด้วย Chest Voice เพียงอย่างเดียว เสียงของคนเราจะออกมาทางช่องปาก เหมือนรูปขวา ของภาพที่ 1 แต่เมื่อมีการร้องด้วยเสียง Mixed Voice ลมจะถูกกำหนดทิศทางให้ออกทั้งช่องปากและโพรงจมูกดังรูปซ้ายของภาพที่ 1 และเมื่อเราร้องด้วยเสียง Head Voice เพียงอย่างเดียว เสียงจะวิ่งผ่านไปที่ โพรงจมูกเพียงอย่างเดียว จะไม่ออกมาทางปาก
    ลักษณะของเสียง Chest Voice จะมีความแข็งแรง ให้ความคมและชัด และตรงกับภาษาพูดมากที่สุด ซึ่งเป็นเสียงที่นักร้องส่วนใหญ่มักจะเริ่มต้นด้วยเสียงนี้ เพราะเนื่องจากมันสามารถสื่อสารกับผู้ฟัง (Audience) ได้ง่าย และรู้เรื่องนั้นเอง  แต่ Chest Voice เองมีข้อจำกัดในเรื่องของความสูงของตัวโน้ต จึงจำเป็นต้องขยับเสียงเข้าสู่ Mixed Voice เพื่อร้องเพลงในโน้ตที่สูงขึ้น
    ลักษณะของเสียง Mixed Voice ลมจะวิ่งผ่านทั้งช่องปาก และโพรงจมูก เสียงจึงมีพลังฟังชัดเจน และมีความเบาสบายของ Head Voice ผสมอยู่ ซึ่งสังเกตได้ง่ายว่า นักร้องคนไหนที่มีเสียงสูง และยังฟังชัดเจน ไม่ตะเบ็ง เบาสบาย นั่นคือเสียง Mixed Voice ทั้งสิ้น เสียง Mixed Voice นี้สามารถถ่ายทอดอารมณ์ที่เบาสบาย และความยิ่งใหญ่ อารมณ์แห่งความสำเร็จ ได้เป็นอย่างดี เมื่อเสียงสูงขึ้นไปอีก เสียง Mixed Voice ไม่สามารถที่จะไต่ขึ้นไปได้อีก เพราะเนื่องจากมีความเป็น Chest อยู่พอสมควร ซึ่งความเป็น Chest ใน Mixed Voice นี้ เป็นข้อจำกัดซึ่งไม่ให้เราสามารถขึ้นไปสู่เสียงที่สูงกว่าได้ จึงจำเป็นต้องขยับเข้าสู่เสียง Head Voice เพื่อร้องเพลงในโน้ตที่อยู่ในระดับสูง
    ลักษณะของเสียง Head Voice ลมจะไม่ผ่านทางช่องปาก แต่จะวิ่งผ่านไปทางโพรงจมูกทั้งหมด ดังนั้นเสียงจะไปก้องอยู่ในโพรงจมูก และไซนัส (Sinus) ซึ่งอยู่สูงขึ้นไปอีก เสียงจึงมีลักษณะที่เบาสบาย และมีข้อจำกัดในด้านของภาษา ซึ่งจะฟังดูแล้วไม่เหมือนภาษาของเจ้าของเสียง เพราะมันเล็กและสูงมาก ขาดความรู้สึกแบบภาษาพูด (เพราะไม่ได้มีเสียงออกมาทางช่องปากเลย) ซึ่งเสียง Head Voice นี้ มักจะเอามาถ่ายทอดอารมณ์เพลงในลักษณะของจุด Climax ของเรื่องราวต่างๆ หรือ อารมณ์หลากหลายที่แสดงถึงขีดสุด เช่น ดีใจสุดๆ รักสุดๆ เศร้าสุดๆ อารมณ์ดีสุดๆ เป็นต้น ซึ่งมีอารมณ์มากกว่าเนื้อหา แต่ทว่า ก็มีวิธีการให้ร้องเพลงออกมาแล้ว ผู้ฟังสามารถจับใจความได้ว่า ผู้ร้องกำลังร้องอะไรอยู่ เสียง Head Voice นี้ จะมีความคล้ายกับเสียง Falsetto แต่ต่างที่ มีเนื้อเสียงมากกว่า และมีเสียงลมน้อยกว่า (เสียงลม มักจะดังออกมาจากช่องปาก หากเราร้องเสียงแบบ Falsetto)
    จากข้างต้นที่กล่าวว่า เสียง Mixed Voice จะช่วยให้เพิ่มพลังเสียงได้ คือ การเพิ่มความแข็งแรงให้กับ ช่วง Transition หรือช่วง Blend จากเสียง Chest  ไปหาเสียง Head นั่นเอง เนื่องจากว่า เสียง Chest กับเสียง Head มีความแตกต่างกันมากในเรื่องของโทนเสียงและพลังเสียง ซึ่งหากร้องด้วยเสียง Chest และ Head จะทำให้เสียงที่เราร้องออกมานั้น มีการสะดุด สบัด ของเสียง หรืออย่างน้อยก็สังเกตเห็นได้ชัดเจนว่า เสียงเปลี่ยนไป
    จุดที่สะดุด สบัด ของเสียงนั้น เราเรียกว่า Bridges หรือ Passaggio หรือเรียกง่ายๆ ว่า Break คือ จุดที่เปลี่ยนของเสียงจากเสียงหนึ่งไปยังอีกเสียงหนึ่งนั่นเอง ซึ่งมีดังต่อไปนี้
    1) Chest ไป Head ตรงจุดนี้ ถ้าเรา Control เสียงไม่ถูกต้อง เสียงจะเข้าสู่ Falsetto หรือไม่อย่างนั้น ก็เข้าสู่การร้องแบบตะโกน Yell (Up Chest)    ซึ่งโดยปกติแล้ว คนเราจะมีจุดแบบนี้อยู่ 2 จุด เช่น นักร้อง Tenor จะมีจุดแรก ที่ราวๆ โน้ต A3 จนถึง B3 ซึ่งตรงจุดนี้เป็นจุดเล็ก นักร้องสามารถใช้วิธีการร้องแบบตะโกนได้ในระดับหนึ่งอีกไม่เกิน 5 ตัวโน้ต ซึ่งยังพอมีความไพเราะอยู่บ้าง แต่เมื่อร้องไปถึงโน้ต E4 - G4 แล้วจะเข้าสู่จุดที่ 2 จุดนี้เป็นจุดที่ทำให้เสียงแตกได้ทีเดียว ซึึ่งถ้านักร้องพยายามร้องแบบตะโกนขึ้นไปอีก ก็จะทำให้เสียงแตก เสียงบาดเจ็บ และไม่สามารถร้องในเวลานานๆ ได้ หลายคนเมื่อถึงจุดที่ 2 นี้แล้ว ก็เปลี่ยนไปร้องเสียง  Falsetto กันเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งเบาแบบไร้พลัง ไม่ต่อเนื่องกับการร้องในโน้ตที่ผ่านมา 
      ในจุดทั้ง 2 จุดนี้เอง ที่ครูหลายคนมักจะไม่เข้าใจ ว่ามันมีอยู่ถึง 2 จุด มักจะสอนและเน้นกับจุดที่ 2 เป็นส่วนใหญ่ ปัญหาที่ตามมาก็คือ Color ของเสียงจะประหลาดมาก เมื่อร้อง Chest มาเรื่อยๆ จนถึง จุดที่ 2 แล้วเข้่าสู่ Head Voice เสียงจะสดุด ไม่ราบรื่น
      วิธีการแก้ไขก็คือ การรู้ว่า เรากำลังร้องเข้าสู่จุดที่ 1 แล้วให้รู้จักการเปลี่ยนเสียงไปร้องเสียงอื่น ที่เราเรียกว่า Mixed Voice นั่นเอง
    2) Mixed ไป Head
    3) Head ไป Super Head

บทที่ 7
การพัฒนาเสียง Mixed Voice


    เสียง Mixed Voice ตามที่ได้กล่าวไว้คือ ส่วนผสมระหว่างเสียง Chest และ Head ซึ่งการผสมเสียงไม่ได้เกิดขึ้นในเส้นเสียง แต่ผสมในช่องปากและโพรงจมูก การผสมเสียงเรียกว่า การทำ Singing in the Mask หรือร้องเพลงโดยให้เสียงมีจุดโฟกัสเสียงไว้ด้านหน้า นอกจากการกำหนดจุดโฟกัสเสียงแล้ว เราจำเป็นต้องสอนเส้นเสียงให้ผลิตเสียงในช่วงนี้ออกมาด้วย นั่นหมายความว่า การร้องเพลงด้วยเสียง Mixed Voice คือการร้องเพลงในระดับเสียงกลาง ซึ่งเสียงเกิดจาก Adduct ของเส้นเสียง และเข้าไปผสมกันในช่องปากและโพรงจมูกนั่นเอง
    การสอนให้เส้นเสียงเรา Adduct หรือทำงานในช่วงของเสียงระดับ Mixed Voice นี้ (ซึ่งจะอยู่ในช่วงโน้ต A3 - C5 ขึ้นอยู่กับโทนเสียงของแต่ละคน) จำเป็นจะต้องใช้แบบฝึกหัดที่เน้นการสอนจุดหัก จุดเชื่อม หรือที่เราเรียกว่า Passaggio หรือ Bridges หรือ Breaks โดยการใช้วิธีการ Slide โน้ต หรือทำเสียง Squeaking Sound หรือเรียกว่า เสียงเอี๊ยดๆ แอ๊ดๆ เริ่มจากโน้ต ที่อยู่ด้านล่างของ Breaks และทำเสียงเอี๊ยดๆ ขึ้นไปยังโน้ตที่อยู่ด้านบนเหนือ Breaks โดยทำสลับไปมา สามารถใช้ Melody หลากหลายเข้ามาฝึก รวมถึงใช้พยัญชนะ และสระ ให้มากที่สุดเข้ามาฝึก  เมื่อผ่านการฝึกฝนแบบนี้บ่อยๆ มากๆ เส้นเสียงของเราจะปรับสภาพให้สามารถผลิตโทนเสียงในระดับกลางได้ นั่นหมายถึงผู้ฝึกหัดไม่จำเป็นจะต้อง stretch (ยืด) เส้นเสียงเพื่อให้โทนถึง (ซึ่งจะทำให้เสียงมีลักษณะเป็นเสียงตะโกน เค้น และเหนื่อย)